<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2355025886610621807</id><updated>2011-04-21T20:38:08.861-07:00</updated><category term='บทความ'/><category term='ลดภาวะโลกร้อน'/><title type='text'>DAI-O ไม่ใช้น้ำมัน</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://dai-o.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2355025886610621807/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dai-o.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>TAE : 0851514949</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11967835632912556241</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>5</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2355025886610621807.post-642384860203438234</id><published>2008-08-09T20:59:00.000-07:00</published><updated>2008-08-09T21:25:28.087-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลดภาวะโลกร้อน'/><title type='text'>10 ปรากฎการณ์ประหลาด ผลกระทบวิกฤต "โลกร้อน!"</title><content type='html'>&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5232734004605759490" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJ5n2lyiMAI/AAAAAAAAACo/UE_It7FwE54/s200/41mLdDed4ML__SL210_.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัย &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;"โลกร้อน"&lt;/span&gt; ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ อากาศร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังเป็นต้นเหตุของปรากฎการณ์แปลกๆ มากมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับการหายสาบสูญของทะเลสาบ โรคภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ วิถีโคจรของดาวเทียมในอวกาศ ฯลฯ!&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;สารภูมิแพ้แพร่ระบาด&lt;/span&gt;ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เกิดปรากฎการณ์ประหลาดขึ้นทุกๆ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ&lt;br /&gt;นั่นคือ ประชาชนไอ จาม ป็นภูมิแพ้ และหอบหืดกันง่ายขึ้นและบ่อยขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ&lt;br /&gt;จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปกับสภาพมลพิษในอากาศ เป็นสาเหตุสำคัญของอาการดังกล่าว&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยใหม่ๆ ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นและมีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากขึ้น คือต้นเหตุทำให้พืชพรรณต่างๆ ผลิใบเร็วกว่าเดิม ขณะเดียวกันปริมาณละอองเกสรที่ฟุ้งกระจายไปตามอากาศก็มากขึ้นเช่นกัน&lt;br /&gt;คนที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดเมื่อสูดละอองเหล่านี้เข้าไปมากๆ อาการจึงกำเริบง่าย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;สัตว์อพยพไร้ที่อยู่&lt;/span&gt;ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ทำให้สัตว์บางชนิด เช่น กระรอก ตัวชิปมังก์ หรือแม้กระทั่งหนู ต้องอพยพหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงขึ้น&lt;br /&gt;สัตว์ที่กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ ได้แก่ "หมีขั้วโลก" ที่ในอนาคตอาจมีชีวิตอยู่ในถิ่นฐานเดิมแถบอาร์กติก ขั้วโลกเหนือไม่ได้ เนื่องจากธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;"พืช"ขั้วโลกคืนชีพ&lt;/span&gt;ช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ผลจากภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลายเพราะโลกร้อน ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของพืชและสัตว์จำนวนมาก ตามปกติ พืชแถบอาร์กติกจะถูกปกคลุมอยู่ในน้ำแข็งตลอดทั้งปี&lt;br /&gt;แต่ปัจจุบัน เมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะในช่วงก่อนฤดูใบไม้ผลิต จึงทำให้พืชที่เคยถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งกลายเป็นอิสระ สามารถเริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสงและกลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้ง&lt;br /&gt;กลายเป็นอีก 1 ปรากฎการณ์ใหม่ของพื้นที่ขั้วโลกเหนือ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJ5r9K6TQEI/AAAAAAAAADI/04t0FTwW2Ac/s1600-h/1076784_3805059.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5232738515696173122" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJ5r9K6TQEI/AAAAAAAAADI/04t0FTwW2Ac/s320/1076784_3805059.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ทะเลสาบหายสาบสูญ&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;เรื่องประหลาดๆ ที่เกิดขึ้นในเขตอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือยังไม่หมดแค่นั้น&lt;br /&gt;มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา "ทะเลสาบ" ประมาณ 125 แห่งได้หายสาบสูญไปจากเขตอาร์กติก เป็นสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้เห็นว่า ภัยโลกร้อนส่งผลกระทบเร็วมากต่อสภาพแวดล้อมแถบขั้วโลก&lt;br /&gt;สาเหตุที่ทะเลสาบหายไปก็เพราะ "เพอร์มาฟรอส" ที่เป็นน้ำแข็งแข็งตัวอยู่ใต้พื้นทะเลสาบนั้นละลายหมดสิ้นไป ดังนั้น น้ำในทะเลสาบจึงซึมเข้าสู่พื้นดินข้างใต้ได้ เหมือนกับเวลาเราดึงจุกปิดน้ำออกจากอ่างอาบน้ำแล้วน้ำจึงไหลหมดไปจากอ่างนั่นเอง&lt;br /&gt;นอกจากนี้ การที่ทะเลสาบขั้วโลกหายวับไป ยังส่งผลลูกโซ่ปั่นป่วนไปถึงระบบนิเวศในพื้นที่ที่พึ่งพิงน้ำจากทะเลสาบอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;น้ำแข็งใต้พื้นโลกละลาย &lt;/span&gt;ภาวะโลกร้อนไม่ได้เพียงแค่ทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างต่อเนื่องเท่านั้น&lt;br /&gt;แต่ยังส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งถาวรที่มีอยู่ใต้พื้นผิวโลกค่อยๆ ละลายลดปริมาณลงไปเช่นกัน&lt;br /&gt;ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคตก็คือ จุดใต้พื้นโลก ซึ่งเคยเป็นน้ำแข็งหายไปจนเกิดเป็น "รูรั่ว" ใต้ดินขึ้นมา&lt;br /&gt;เมื่อเป็นเช่นนี้สภาพทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่ย่อมเปลี่ยนไป&lt;br /&gt;สิ่งปลูกสร้าง หรือ สิ่งก่อสร้างของมนุษย์ เช่น ทางรถไฟ ถนน บ้านเรือน ฯลฯ ซึ่งตั้งอยู่เหนือจุดดังกล่าวมีโอกาสได้รับความเสียหายตามไปด้วย&lt;br /&gt;ถ้าปรากฎการณ์น้ำแข็งละลายเกิดขึ้นบนที่สูง เช่น ภูเขา จะก่อให้เกิดภัยธรรมชาติตามมา อาทิ หินถล่มและโคลนถล่ม เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ชนวนเกิดไฟป่า&lt;/span&gt;นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันทั่วโลก ว่า ภัยโลกร้อนเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งละลายและพายุก่อตัวบ่อยและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต&lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะโลกร้อนยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด "ไฟป่า" ได้ง่ายขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก&lt;br /&gt;และชาติเมืองหนาวในซีกโลกตะวันตก ซึ่งตามปกติไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องไฟป่า ก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้กันแล้ว&lt;br /&gt;เหตุเพราะสภาพป่าแห้งกว่าเดิม จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอด&lt;/span&gt;โลกร้อนส่งผลให้หน้าหนาวหดสั้นลง และหน้าร้อนมาถึงเร็วขึ้น&lt;br /&gt;บรรดา "นกอพยพ" หลายสายพันธุ์ต่างมึนงง ปรับ "นาฬิกาชีวภาพ" ในตัวของมันให้เข้ากับสภาพความผันแปรของฤดูกาลที่บิดเบี้ยวไปไม่ทัน&lt;br /&gt;สัตว์ที่จะเอาชีวิตรอดจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในทุกวันนี้ได้ต้องเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น&lt;br /&gt;ในที่สุดสัตว์ที่อยู่รอดจะต้อง "กลายพันธุ์" หรือปรับพันธุกรรมในตัวมันเสียใหม่ เพื่อรับมือภัยโลกร้อนให้ได้ และมีสัตว์หลายชนิดกำลังวิวัฒนาการตัวเองเช่นนั้นอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJ5p5K0NAiI/AAAAAAAAAC4/h4faA9dNCT0/s1600-h/1076784_3805061.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5232736247927865890" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJ5p5K0NAiI/AAAAAAAAAC4/h4faA9dNCT0/s320/1076784_3805061.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ดาวเทียมโคจรเร็วกว่าเดิม&lt;/span&gt;การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหิน ยวดยานพาหนะ ฯลฯ คือ ตัวการสำคัญของวิกฤตโลกร้อน&lt;br /&gt;ล่าสุดพบว่า เจ้าก๊าซตัวเดียวกันนี้เองที่ขึ้นไปสะสมมากขึ้นในชั้นบรรยากาศโลก ได้กลายเป็นต้นเหตุทำให้ "ดาวเทียม" ที่อยู่ในวงโคจรโลกเคลื่อนที่เร็วกว่าเดิม&lt;br /&gt;ตามปกติ อากาศในบรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกจะเบาบาง แต่โมเลกุลของอากาศจะยังคงมีแรงดึงดูดมากพอในการทำให้ดาวเทียมโคจรช้าๆ ดังนั้น เราอาจเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างว่า ผู้ควบคุมต้องจึดระเบิดดาวเทียมเป็นระยะๆ เพื่อให้ดาวเทียมโคจรต่อไปอย่างถูกต้อง&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ลอยไปสะสมในบรรยากาศชั้นล่างมากไป จะทำแรงดึงดูดของบรรยากาศชั้นนอกสุดลดกำลังลง ดาวเทียมจึงโคจรเร็วกว่าปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ภูเขากระเด้งตัวเหนือพื้นโลก&lt;/span&gt;ภูเขาและเทือกเขาสูงหลายแห่งทั่วโลกกำลังขยายตัว "สูง" ขึ้น เพราะผลจากโลกร้อน!&lt;br /&gt;นั่นเป็นเพราะ ตามธรรมชาติที่ผ่านๆ มานับพันปี ยอดภูเขาในเขตหนาวเย็นโดยทั่วไปจะมี "น้ำแข็ง" ปกคลุมอยู่ ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับตุ้มน้ำหนักที่คอยกดทับให้ฐานล่างของภูเขาทรุดต่ำลงไปใต้พื้นผิว&lt;br /&gt;เมื่อน้ำแข็งบนยอดเขามลายสูญสิ้นไป ส่วนฐานล่างที่เคยถูกกดจมดินลงไปจะค่อยๆ กระเด้งคืนตัวกลับมาเหนือผิวโลกอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;โบราณสถานเสียหาย&lt;/span&gt;โบราณสถาน เมืองเก่าแก่ ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ อันเป็นสิ่งแสดงถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรื่องของมนุษย์ในอดีตได้รับผลกระทบจากโลกร้อน&lt;br /&gt;เหตุเพราะโลกร้อนทำให้อากาศทั่วโลกแปรปรวน ทั้งเกิดพายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง และล้วนแต่ยิ่งสร้างความเสียหายให้กับมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมอยู่แล้ว&lt;br /&gt;โบราณสถานอายุ 600 ปีในจังหวัดสุโขทัยของประเทศไทยเรา ก็เคยเสียหายอย่างหนักเพราะภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเป็นผลจากภัยโลกร้อน มาแล้วเช่นกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2355025886610621807-642384860203438234?l=dai-o.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dai-o.blogspot.com/feeds/642384860203438234/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2355025886610621807&amp;postID=642384860203438234' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2355025886610621807/posts/default/642384860203438234'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2355025886610621807/posts/default/642384860203438234'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dai-o.blogspot.com/2008/08/10.html' title='10 ปรากฎการณ์ประหลาด ผลกระทบวิกฤต &quot;โลกร้อน!&quot;'/><author><name>TAE : 0851514949</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11967835632912556241</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJ5n2lyiMAI/AAAAAAAAACo/UE_It7FwE54/s72-c/41mLdDed4ML__SL210_.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2355025886610621807.post-1049357674512488350</id><published>2008-08-01T20:40:00.001-07:00</published><updated>2008-08-01T21:10:58.503-07:00</updated><title type='text'>108 วิธีประหยัดพลังงาน</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJPXP4d25bI/AAAAAAAAAB4/RaJIO_uunHY/s1600-h/devide_by_2_small.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5229760260162905522" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJPXP4d25bI/AAAAAAAAAB4/RaJIO_uunHY/s200/devide_by_2_small.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5229760329136540770" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJPXT5adDGI/AAAAAAAAACA/qTBa7Bc82pw/s200/108.jpg" border="0" /&gt; &lt;span style="font-family:arial;font-size:180%;color:#000066;"&gt;&lt;strong&gt;กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:180%;color:#000066;"&gt;&lt;strong&gt;สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทยต้องใช้เงินเกือบ300,000 ล้านบาทต่อปีเพื่อนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงมาให้คนไทยใช้กันเราจึงจำเป็นต้องลดภาระนี้ลงให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 10จากที่เคยใช้กันอยู่เราจะประหยัดเงินตราต่างประเทศได้เกือบ 30,000 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;108 &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;วิธีประหยัดพลังงานอีกหนทางช่วยชาติของคนไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทนำ&lt;br /&gt;ภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังคงอยู่ในขั้นวิกฤติเราเป็นหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศเกือบสองหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ประชาชนคนไทยทั้งหลายต่างก็มีความห่วงใยในประเทศชาติ มีความรักชาติที่เข้มข้น และอยากที่จะช่วยชาติ ซึ่งนับว่าเป็นความสามัคคีที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพราะจะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ในยามคับขันคนไทยพร้อมจะช่วยชาติ บ้างก็นำเงินดอลล่าร์มาบริจาค บ้างก็สละเงินทองทรัพย์สินส่วนตัว เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้หนี้ แต่ยังมีอีกวิธีที่ทุกๆคนสามารถช่วยชาติได้เช่นกัน นั่นก็คือ การลดการใช้พลังงานอย่างฉับพลันทันที ไม่ว่าจะเป็นการลดใช้น้ำมันลง ลดใช้ไฟฟ้าลง หรือลดใช้น้ำลง&lt;br /&gt;ปัจจุบัน เราต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศถึงปีละเกือบสามแสนล้านบาท มากถึงหนึ่งในสามของหนี้ที่เรามีอยู่พลังงานที่เราใช้มากมายขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ใช้มากเกินความจำเป็น ขาดความเอาใจใส่ รอบคอบ ไม่ได้คิดก่อนใช้ ทำให้เกิดการรั่วไหล สูญเปล่าไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จริงๆ แล้ว หากเรารอบคอบกันสักนิดคิดก่อนใช้ เราจะประหยัดพลังงานลงได้อีกอย่างน้อยก็ร้อยละ 10นั่นหมายถึง การประหยัดเงินที่ต้องใช้จ่ายออกไปนอกประเทศเกือบสามหมื่นล้านบาททีเดียว&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;108&lt;/span&gt; วิธีประหยัดพลังงานที่ท่านอ่านอยู่นี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นคู่มือ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยได้เข้าใจถึงการใช้พลังงานอย่างถูกต้อง ไม่เกิดการสูญเสีย ไม่ใช้มากเกินความจำเป็นการลดการใช้พลังงานของพวกเราทุกคน ย่อมหมายถึงการมีส่วนได้ช่วยชาติ โดยที่เราแทบไม่ต้องออกแรง หรือ ทรัพย์สินเงินทองอื่นใด เพียงความใส่ใจและความตั้งใจจริงที่จะลดการใช้พลังงานส่วนเกินให้หมดไปเท่านั้น&lt;br /&gt;ปี 2541 ถึง ปี 2542 เป็นช่วงเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้จัดให้เป็นช่วงเวลาของการรณรงค์ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์พลังงาน ภายใต้โครงการรวมพลัง หาร 2 โดยใช้แนวความคิดของการประหยัด 1 คัน 1 ดวง และ 1 แก้ว ซึ่งมีรายละเอียดของแนวความคิดดังที่จะได้กล่าวต่อไป&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJPYxZ03ydI/AAAAAAAAACQ/_bjo657rIQw/s1600-h/car-red.gif"&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#ff0000;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5229761935565113810" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJPYxZ03ydI/AAAAAAAAACQ/_bjo657rIQw/s200/car-red.gif" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#ff0000;"&gt;1 คัน&lt;/span&gt; ปลายปี 2540 ประเทศไทย มีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอยู่ทั้งหมด 2.1 ล้านคันรถยนต์แต่ละคัน ใช้น้ำมันเฉลี่ยวันละ 100 บาทถ้ารถทุกคันงดการใช้รถยนต์เหล่านี้สัปดาห์ละ 1 วัน จะสามารถประหยัดค่าน้ำมันได้= 2.1 ล้านคัน x 100 บาท= 210 ล้านบาท/สัปดาห์= ประหยัดเงิน 10,920 ล้านบาท/ปี (210 ล้านบาท x 52 สัปดาห์) &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJPZGtq-JAI/AAAAAAAAACY/LVdKhd3Y6V0/s1600-h/bulb3.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5229762301669549058" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJPZGtq-JAI/AAAAAAAAACY/LVdKhd3Y6V0/s200/bulb3.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#009900;"&gt;1 ดวง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ประเทศไทยมีครัวเรือนรวมประมาณ 12 ล้านครัวเรือนหากแต่ละครอบครัวช่วยกันปิดไฟ 1 ดวง (หลอดไส้ 60 วัตต์) เป็นเวลา 1 วัน เราจะประหยัดไฟได้ 4 ล้าน กิโลวัตต์-ชั่วโมง/วัน=(60 วัตต์ x 6 ชม* x 12 ล้านครัวเรือน)ค่าผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า 1 หน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) คือ 2.2 บาท (รวมค่าพลังงานที่ใช้ และการก่อสร้างโรงไฟฟ้า)การประหยัดไฟ 4 ล้านหน่วย/วัน จึงคิดเป็นมูลค่า&lt;br /&gt;ทั้งสิ้น 8.8 ล้านบาท/วัน หรือ 3,212 ล้านบาทต่อปี=(8.8 ล้านบาท x วัน)* ครอบครัวหนึ่งเปิดหลอดไส้&lt;br /&gt;ประมาณ 6 ชั่วโมงต่อวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJPZRhEa18I/AAAAAAAAACg/pVHVeFfewxM/s1600-h/glass.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5229762487265187778" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJPZRhEa18I/AAAAAAAAACg/pVHVeFfewxM/s200/glass.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#33ccff;"&gt;1 แก้ว&lt;/span&gt; การลดการใช้น้ำคนละ 1 แก้ว/วัน ประเทศไทยจะสามารถประหยัดน้ำได้ 30,000 ตัน/วัน= (0.5 ลิตร x 60 ล้านคน) หรือเท่ากับน้ำ 11,000 ล้านลิตร/ปีเนื่องจากต้นทุนการผลิตน้ำประปาคือ 8.60* บาท/ลูกบาศก์เมตร(หรือ 8.60 บาท/1,000 ลิตร)การลดการใช้น้ำ 1 แก้วทุกวัน จะประหยัดเงินได้ 94.6 ล้านบาท/ปี= (11 ล้านตัน x 8.6 บาท/หน่วย)&lt;br /&gt;* ข้อมูลจาก กองเผยแพร่ การประปานครหลวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สูตรง่ายๆ อย่างนี้ หากพวกเราคนไทยทุกคนร่วมมือกัน เราจะช่วยชาติประหยัดเงินทองที่จะต้องใช้ซื้อหาพลังงานได้มหาศาล เป็นการกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศได้อีกทางหนึ่ง เริ่มต้นปฏิบัติสูตรง่ายๆ ข้างต้นตั้งแต่วันนี้แล้วปฏิบัติให้เป็นนิสัยตลอดไป เพื่อเก็บรักษาพลังงานที่เหลือน้อยเอาไว้ใช้นานๆ และเพื่อลดภาระของประเทศชาติในการจัดหาพลังงานมาให้พวกเราใช้กัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;&lt;br /&gt;นอกจากสูตรง่ายๆ ข้างต้นแล้ว สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ขอมอบ108 วิธีการประหยัดพลังงานที่คนไทยทุกคนสามารถที่จะนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ได้โดยไม่ยากลำบากอะไร ไว้เป็นแนวทางเพื่อให้ทุกคนนำไปปฏิบัติให้เป็นนิสัยตลอดไป โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ แล้วทำต่อๆ ไป ทุกๆ วัน และแนะนำให้คนอื่นได้ร่วมประหยัดพลังงานด้วย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#000066;"&gt;วิธีประหยัดน้ำมัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;1.&lt;/span&gt; ตรวจตราลมยางเป็นประจำ เพราะยางที่อ่อนเกินไปนั้น ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่ายางที่มีปริมาณลมยางตามที่มาตรฐานกำหนด&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;2.&lt;/span&gt; สับเปลี่ยนยาง ตรวจตั้งศูนย์ล้อตามกำหนด จะช่วยประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกมาก&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;3.&lt;/span&gt; ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถนานๆ แค่จอดรถติดเครื่องทิ้งไว้ 10 นาที ก็เสียน้ำมันฟรีๆ 200 ซีซี&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;4.&lt;/span&gt; ไม่ควรติดเครื่องทิ้งไว้เมื่อจอดรถ ให้ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่ขึ้นของ ลงของ หรือคอยคน เพราะการติดเครื่องทิ้งไว้ เปลืองน้ำมันและสร้างมลพิษอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;5.&lt;/span&gt; ไม่ออกรถกระชากดังเอี๊ยด การออกรถกระชาก 10 ครั้ง สูญเสียน้ำมันไปเปล่าๆ ถึง 100 ซีซี น้ำมันจำนวนนี้รถสามารถวิ่งได้ไกล700 เมตร&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;6.&lt;/span&gt; ไม่เร่งเครื่องยนต์ตอนเกียร์ว่างอย่างที่เราเรียกกันติดปากว่าเบิ้ลเครื่องยนต์ การกระทำดังกล่าว 10 ครั้ง สูญเสียน้ำมันถึง 50 ซีซี ปริมาณน้ำมันขนาดนี้รถวิ่งไปได้ตั้ง 350 เมตร&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;7.&lt;/span&gt; ตรวจตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนด ควรตรวจเช็คเครื่องยนต์สม่ำเสมอ เช่น ทำความสะอาดระบบไฟจุดระเบิด เปลี่ยนหัวคอนเดนเซอร์ ตั้งไฟแก่อ่อนให้พอดี จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 10%&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;8.&lt;/span&gt; ไม่ต้องอุ่นเครื่อง หากออกรถและขับช้าๆ สัก 1-2 กม. แรกเครื่องยนต์จะอุ่นเอง ไม่ต้องเปลืองน้ำมันไปกับการอุ่นเครื่อง&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;9.&lt;/span&gt; ไม่ควรบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด เพราะเครื่องยนต์จะทำงานตามน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หากบรรทุกหนักมาก จะทำให้เปลืองน้ำมันและสึกหรอสูง&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;10.&lt;/span&gt; ใช้ระบบการใช้รถร่วมกัน หรือคาร์พูล (Car pool) ไปไหนมาไหน ที่หมายเดียวกัน ทางผ่านหรือใกล้เคียงกัน ควรใช้รถคันเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;11.&lt;/span&gt; เดินทางเท่าที่จำเป็นจริงๆ เพื่อประหยัดน้ำมัน บางครั้งเรื่องบางเรื่องอาจจะติดต่อกันทางโทรศัพท์ก็ได้ ประหยัดน้ำมันประหยัดเวลา&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;12.&lt;/span&gt; ไปซื้อของหรือไปธุระใกล้บ้านหรือใกล้ๆ ที่ทำงาน อาจจะเดินหรือใช้จักรยานบ้าง ไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ทุกครั้ง เป็นการออกกำลังกายและประหยัดน้ำมันด้วย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;13.&lt;/span&gt; ก่อนไปพบใคร ควรโทรศัพท์ไปถามก่อนว่าเขาอยู่หรือไม่ จะได้ไม่เสียเที่ยว ไม่เสียเวลา ไม่เสียน้ำมันไปโดยเปล่าประโยชน์&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;14.&lt;/span&gt; สอบถามเส้นทางที่จะไปให้แน่ชัด หรือศึกษาแผนที่ให้ดีจะได้ไม่หลง ไม่เสียเวลา ไม่เปลืองน้ำมันในการวนหา&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;15.&lt;/span&gt; ควรใช้โทรศัพท์ โทรสาร ไปรษณีย์ อินเตอร์เน็ท หรือใช้บริการส่งเอกสาร แทนการเดินทางด้วยตัวเอง เพื่อประหยัดน้ำมัน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;16.&lt;/span&gt; ไม่ควรเดินทางโดยไม่ได้วางแผนการเดินทาง ควรกำหนดเส้นทาง และช่วงเวลาการเดินทางที่เหมาะสมเพื่อประหยัดน้ำมัน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;17.&lt;/span&gt; หมั่นศึกษาเส้นทางลัดเข้าไว้ ช่วยให้ไม่ต้องเดินทางยาวนานไม่ต้องเผชิญปัญหาจราจร ช่วยประหยัดทั้งเวลาและประหยัดน้ำมัน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;18.&lt;/span&gt; ควรบับรถด้วยความเร็วคงที่ เลือกขับที่ความเร็ว 70-80กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 2,000-2,500 รอบเครื่องยนต์ ความเร็วระดับนี้ ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;19.&lt;/span&gt; ไม่ควรขับรถลากเกียร์ เพราการลากเกียร์ต่ำนานๆ จะทำให้เครื่องยนต์หมุนรอบสูงกินน้ำมันมาก และเครื่องยนต์ร้อนจัดสึกหรอง่าย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;20.&lt;/span&gt; ไม่ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งที่จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นเช่น การทำให้เกิดการต้านลมขณะวิ่ง หรือทำให้เครื่องยนต์ ไม่สามารถถ่ายเทความร้อนได้ดี&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;21.&lt;/span&gt; ไม่ควรใช้น้ำมันเบนซินที่ออกเทนสูงเกินความจำเป็นของเครื่องยนต์ เพราะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;22.&lt;/span&gt; หมั่นเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อประหยัดน้ำมัน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;23.&lt;/span&gt; สำหรับเครื่องยนต์แบบเบนซิน ควรเลือกเติมน้ำมันเบนซินให้ถูกชนิด ถูกประเภท โดยเลือกตามค่าออกเทนที่เหมาะสมกับรถแต่ละยี่ห้อ (สังเกตจากฝาปิดถังน้ำมันด้านใน หรือรับคู่มือที่ปั้มน้ำมันใกล้บ้าน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;24.&lt;/span&gt; ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลา ยามเช้าๆเปิดกระจกรับความเย็นจากลมธรรมชาติบ้างก็สดชื่นดี ประหยัดน้ำมันได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;25.&lt;/span&gt; ไม่ควรเร่งเครื่องปรับอากาศในรถอย่างเต็มที่จนเกินความจำเป็นไม่เปิดแอร์แรงๆ จนรู้สึกหนาวเกินไป เพราะสิ้นเปลืองพลังงาน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;วิธีประหยัดไฟฟ้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;26.&lt;/span&gt; ปิดสวิตช์ไฟ และเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดเมื่อเลิกใช้งาน สร้างให้เป็นนิสัยในการดับไฟทุกครั้งที่ออกจากห้อง&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;27.&lt;/span&gt; เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน ดูฉลากแสดงประสิทธิภาพให้แน่ใจทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ หากมีอุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ต้องเลือกใช้เบอร์ 5&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;28.&lt;/span&gt; ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งที่จะไม่อยู่ในห้องเกิน 1 ชั่วโมงสำหรับเครื่องปรับอากาศทั่วไป และ 30 นาที สำหรับเครื่องปรับอากาศเบอร์ 5&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;29.&lt;/span&gt; หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศบ่อยๆ เพื่อลดการเปลืองไฟในการทำงานของเครื่องปรับอากาศ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;30.&lt;/span&gt; ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่กำลังสบาย อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศา ต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-10&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;31.&lt;/span&gt; ไม่ควรปล่อยให้มีความเย็นรั่วไหลจากห้องที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ตรวจสอบและอุดรอยรั่วตามผนัง ฝ้าเพดาน ประตูช่องแสง และปิดประตูห้องทุกครั้งที่เปิดเครื่องปรับอากาศ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;32.&lt;/span&gt; ลดและหลีกเลี่ยงการเก็บเอกสาร หรือวัสดุอื่นใดที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการสูญเสีย และใช้พลังงานในการปรับอากาศภายในอาคาร&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;33.&lt;/span&gt; ติดตั้งฉนวนกันความร้อนโดยรอบห้องที่มีการปรับอากาศเพื่อลดการสูญเสียพลังงานจากการถ่ายเทความร้อนเข้าภายในอาคาร&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;34.&lt;/span&gt; ใช้มูลี่กันสาดป้องกันแสงแดดส่องกระทบตัวอาคาร และบุฉนวนกันความร้อนตามหลังคาและฝาผนังเพื่อไม่ให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักเกินไป&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;35.&lt;/span&gt; หลีกเลี่ยงการสูญเสียพลังงานจากการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ห้องปรับอากาศ ติดตั้งและใช้อุปกรณ์ควบคุมการเปิด-ปิดประตูในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;36.&lt;/span&gt; ควรปลูกต้นไม้รอบๆ อาคาร เพราะต้นไม้ขนาดใหญ่ 1 ต้นให้ความเย็นเท่ากับเครื่องปรับอากาศ 1 ตัน หรือให้ความเย็นประมาณ 12,000 บีทียู&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;37.&lt;/span&gt; ควรปลูกต้นไม้เพื่อช่วยบังแดดข้างบ้านหรือเหนือหลังคา เพื่อเครื่องปรับอากาศจะไม่ต้องทำงานหนักเกินไป&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;38.&lt;/span&gt; ปลูกพืชคลุมดิน เพื่อช่วยลดความร้อนและเพิ่มความชื้นให้กับดิน จะทำให้บ้านเย็น ไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นจนเกินไป&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;39.&lt;/span&gt; ในสำนักงาน ให้ปิดไฟ ปิดเครื่องปรับอากาศ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ในช่วงเวลา 12.00-13.00 น. จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;40.&lt;/span&gt; ไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศก่อนเวลาเริ่มงาน และควรปิดเครื่องปรับอากาศก่อนเวลาเลิกใช้งานเล็กน้อย เพื่อประหยัดไฟ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;41.&lt;/span&gt; เลือกซื้อพัดลมที่มีเครื่องหมายมาตรฐานรับรอง เพราะพัดลมที่ไม่ได้คุณภาพ มักเสียง่าย ทำให้สิ้นเปลือง&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;42.&lt;/span&gt; หากอากาศไม่ร้อนเกินไป ควรเปิดพัดลมแทนเครื่องปรับอากาศ จะช่วยประหยัดไฟ ประหยัดเงินได้มากทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;43.&lt;/span&gt; ใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน ใช้หลอดผอมจอมประหยัดแทนหลอดอ้วน ใช้หลอดตะเกียบแทนหลอดไส้ หรือใช้หลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;44.&lt;/span&gt; ควรใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟ หรือบัลลาสต์อิเล็กโทรนิกคู่กับหลอดผอมจอมประหยัด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดไฟได้อีกมาก&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;45.&lt;/span&gt; ควรใช้โคมไฟแบบมีแผ่นสะท้อนแสงในห้องต่างๆ เพื่อช่วยให้แสงสว่างจากหลอดไฟ กระจายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้หลอดไฟฟ้าวัตต์สูง ช่วยประหยัดพลังงาน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;46.&lt;/span&gt; หมั่นทำความสะอาดหลอดไฟที่บ้าน เพราะจะช่วยเพิ่มแสงสว่างโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากขึ้น ควรทำอย่างน้อย 4 ครั้งต่อปี&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;47.&lt;/span&gt; ใช้หลอดไฟที่มีวัตต์ต่ำ สำหรับบริเวณที่จำเป็นต้องเปิดทิ้งไว้ทั้งคืน ไม่ว่าจะเป็นในบ้านหรือข้างนอก เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;48.&lt;/span&gt; ควรตั้งโคมไฟที่โต๊ะทำงาน หรือติดตั้งไฟเฉพาะจุด แทนการเปิดไฟทั้งห้องเพื่อทำงาน จะประหยัดไฟลงไปได้มาก&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;49.&lt;/span&gt; ควรใช้สีอ่อนตกแต่งอาคาร ทาผนังนอกอาคารเพื่อการสะท้อนแสงที่ดี และทาภายในอาคารเพื่อทำให้ห้องสว่างได้มากกว่า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;50.&lt;/span&gt; ใช้แสงสว่างจากธรรมชาติให้มากที่สุด เช่น ติดตั้งกระจกหรือติดฟิล์มที่มีคุณสมบัติป้องกันความร้อน แต่ยอมให้แสงผ่านเข้าได้เพื่อลดการใช้พลังงานเพื่อแสงสว่างภายในอาคาร&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;51.&lt;/span&gt; ถอดหลอดไฟออกครึ่งหนึ่งในบริเวณที่มีความต้องการใช้แสงสว่างน้อย หรือบริเวณที่มีแสงสว่างพอเพียงแล้ว&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;52.&lt;/span&gt; ปิดตู้เย็นให้สนิท ทำความสะอาดภายในตู้เย็น และแผ่นระบายความร้อนหลังตู้เย็นสม่ำเสมอ เพื่อให้ตู้เย็นไม่ต้องทำงานหนักและเปลืองไฟ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;53.&lt;/span&gt; อย่าเปิดตู้เย็นบ่อย อย่านำของร้อนเข้าแช่ในตู้เย็น เพราะจะทำให้ตู้เย็นทำงานเพิ่มขึ้น กินไฟมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;54.&lt;/span&gt; ตรวจสอบขอบยางประตูของตู้เย็นไม่ให้เสื่อมสภาพ เพราะจะทำให้ความเย็นรั่วออกมาได้ ทำให้สิ้นเปลืองไฟมากกว่าที่จำเป็น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;55.&lt;/span&gt; เลือกขนาดตู้เย็นให้เหมาะสมกับขนาดครอบครัว อย่าใช้ตู้เย็นใหญ่เกินความจำเป็นเพราะกินไฟมากเกินไป และควรตั้งตู้เย็นไว้ห่างจากผนังบ้าน 15 ซม.&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;56.&lt;/span&gt; ควรละลายน้ำแข็งในตู้เย็นสม่ำเสมอ การปล่อยให้น้ำแข็งจับหนาเกินไป จะทำให้เครื่องต้องทำงานหนัก ทำให้กินไฟมาก&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;57.&lt;/span&gt; เลือกซื้อตู้เย็นประตูเดียว เนื่องจากตู้เย็น 2 ประตู จะกินไฟมากกว่าตู้เย็นประตูเดียวที่มีขนาดเท่ากัน เพราะต้องใช้ท่อน้ำยาทำความเย็นที่ยาวกว่า และใช้คอมเพรสเซอร์ขนาดใหญ่กว่า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;58.&lt;/span&gt; ควรตั้งสวิตช์ควบคุมอุณหภูมิของตู้เย็นให้เหมาะสม การตั้งที่ตัวเลขต่ำเกินไป อุณหภูมิจะเย็นน้อย ถ้าตั้งที่ตัวเลขสูงเกินไปจะเย็นมากเพื่อให้ประหยัดพลังงานควรตั้งที่เลขต่ำที่มีอุณหภูมิพอเหมาะ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;59.&lt;/span&gt; ไม่ควรพรมน้ำจนแฉะเวลารีดผ้า เพราะต้องใช้ความร้อนในการรีดมากขึ้น เสียพลังงานมากขึ้น เสียค่าไฟเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;60.&lt;/span&gt; ดึงปลั๊กออกก่อนการรีดเสื้อผ้าเสร็จ เพราะความร้อนที่เหลือในเตารีด ยังสามารถรีดต่อได้จนกระทั่งเสร็จ ช่วยประหยัดไฟฟ้า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;61.&lt;/span&gt; เสียบปลั๊กครั้งเดียว ต้องรีดเสื้อให้เสร็จ ไม่ควรเสียบและถอดปลั๊กเตารีดบ่อยๆ เพราะการทำให้เตารีดร้อนแต่ละครั้งกินไฟมาก&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;62.&lt;/span&gt; ลด ละ เลี่ยง การใส่เสื้อสูท เพราะไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองร้อน สิ้นเปลืองการตัด ซัก รีด และความจำเป็นในการเปิดเครื่องปรับอากาศ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;63.&lt;/span&gt; ซักผ้าด้วยเครื่อง ควรใส่ผ้าให้เต็มกำลังของเครื่อง เพราะซัก1 ตัวกับซัก 20 ตัว ก็ต้องใช้น้ำในปริมาณเท่าๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;64.&lt;/span&gt; ไม่ควรอบผ้าด้วยเครื่อง เมื่อใช้เครื่องซักผ้า เพราะเปลืองไฟมาก ควรตากเสื้อผ้ากับแสงแดดหรือแสงธรรมชาติจะดีกว่า ทั้งยังช่วยประหยัดไฟได้มากกว่า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;65.&lt;/span&gt; ปิดโทรทัศน์ทันทีเมื่อไม่มีคนดู เพราะการเปิดทิ้งไว้โดยไม่มีคนดู เป็นการสิ้นเปลืองไฟฟ้าโดยใช่เหตุ แถมยังต้องซ่อมเร็วอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;66.&lt;/span&gt; ไม่ควรปรับจอโทรทัศน์ให้สว่างเกินไป และอย่าเปิดโทรทัศน์ให้เสียงดังเกินความจำเป็น เพราเปลืองไฟ ทำให้อายุเครื่องสั้นลงด้วย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;67.&lt;/span&gt; อยู่บ้านเดียวกัน ดูโทรทัศน์รายการเดียวกัน ก็ควรจะดูเครื่องเดียวกัน ไม่ใช่ดูคนละเครื่อง คนละห้อง เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;68.&lt;/span&gt; เช็ดผมให้แห้งก่อนเป่าผมทุกครั้ง ใช้เครื่องเป่าผมสำหรับแต่งทรงผม ไม่ควรใช้ทำให้ผมแห้ง เพราะต้องเป่านาน เปลืองไฟฟ้า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;69.&lt;/span&gt; ใช้เตาแก๊สหุงต้มอาหาร ประหยัดกว่าใช้เตาไฟฟ้า เตาอบไฟฟ้าและควรติดตั้งวาล์วนิรภัย (Safety Value) เพื่อความปลอดภัยด้วย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;70.&lt;/span&gt; เวลาหุงต้มอาหารด้วยเตาไฟฟ้า ควรจะปิดเตาก่อนอาหารสุก5 นาที เพราะความร้อนที่เตาจะร้อนต่ออีกอย่างน้อย 5 นาทีเพียงพอที่จะทำให้อาหารสุกได้&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;71.&lt;/span&gt; อย่าเสียบปลั๊กหม้อหุงข้าวไว้ เพราะระบบอุ่นจะทำงานตลอดเวลา ทำให้สิ้นเปลืองไฟเกินความจำเป็น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;72.&lt;/span&gt; กาต้มน้ำไฟฟ้า ต้องดึงปลั๊กออกทันทีเมื่อน้ำเดือด อย่าเสียบไฟไว้เมื่อไม่มีคนอยู่ เพราะนอกจากจะไม่ประหยัดพลังงานแล้วยังอาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;73.&lt;/span&gt; แยกสวิตช์ไฟออกจากกัน ให้สามารถเปิดปิดได้เฉพาะจุด ไม่ใช้ปุ่มเดียวเปิดปิดทั้งชั้น ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองและสูญเปล่า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;74.&lt;/span&gt; หลีกเลี่ยงการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ต้องมีการปล่อยความร้อนเช่น กาต้มน้ำ หม้อหุงต้ม ไว้ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;75.&lt;/span&gt; ซ่อมบำรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ และหมั่นทำความสะอาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่เสมอ จะทำให้ลดการสิ้นเปลืองไฟได้&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;76.&lt;/span&gt; อย่าเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ถ้าไม่ใช้งาน ติดตั้งระบบลดกระแสไฟฟ้าเข้าเครื่องเมื่อพักการทำงาน จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 35-40และถ้าหากปิดหน้าจอทันทีเมื่อไม่ใช้งาน จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 60&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;77.&lt;/span&gt; ดูสัญลักษณ์ Energy Star ก่อนเลือกซื้ออุปกรณ์สำนักงาน(เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องโทรสาร เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าเครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ) ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงาน ลดการใช้กำลังไฟฟ้า เพราะจะมีระบบประหยัดไฟฟ้าอัตโนมัติ&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;วิธีประหยัดน้ำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;78.&lt;/span&gt; ใช้น้ำอย่างประหยัด หมั่นตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำ เพื่อลดการสูญเสียน้ำอย่างเปล่าประโยชน์&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;79.&lt;/span&gt; ไม่ควรปล่อยให้น้ำไหลตลอดเวลาตอนล้างหน้า แปรงฟัน โกนหนวด และถูสบู่ตอนอาบน้ำ เพราะจะสูญน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์ นาทีละหลายๆ ลิตร&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;80.&lt;/span&gt; ใช้สบู่เหลวแทนสบู่ก้อนเวลาล้างมือ เพราะการใช้สบู่ก้อนล้างมือจะใช้เวลามากกว่าการใช้สบู่เหลว และการใช้สบู่เหลวที่ไม่เข้มข้น จะใช้น้ำน้อยกว่าการล้างมือด้วยสบู่เหลวเข้มข้น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;81.&lt;/span&gt; ซักผ้าด้วยมือ ควรรองน้ำใส่กาละมังแค่พอใช้ อย่าเปิดน้ำไหลทิ้งไว้ตลอดเวลาซัก เพราะสิ้นเปลืองกว่าการซักโดยวิธีการขังน้ำไว้ในกาละมัง&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;82.&lt;/span&gt; ใช้ Sprinkler หรือฝักบัวรดน้ำต้นไม้แทนการฉีดน้ำด้วยสายยาง จะประหยัดน้ำได้มากกว่า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;83.&lt;/span&gt; ไม่ควรใช้สายยางและเปิดน้ำไหลตลอดเวลาในขณะที่ล้างรถเพราะจะใช้น้ำมากถึง 400 ลิตร แต่ถ้าล้างด้วยน้ำและฟองน้ำในกระป๋องหรือภาชนะบรรจุน้ำ จะลดการใช้น้ำได้มากถึง 300 ลิตรต่อการล้างหนึ่งครั้ง&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;84.&lt;/span&gt; ไม่ควรล้างรถบ่อยครั้งจนเกินไป เพราะนอกจากจะมีความสิ้นเปลืองน้ำแล้ว ยังทำให้เกิดสนิมที่ตัวถังได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;85.&lt;/span&gt; ตรวจสอบท่อน้ำรั่วภายในบ้าน ด้วยการปิดก๊อกน้ำทุกตัวภายในบ้าน หลังจากทีทุกคนเข้านอน (หรือเวลาที่แน่ใจว่า ไม่มีใครใช้น้ำระยะหนึ่ง จดหมายเลขวัดน้ำไว้ ถ้าตอนเช้ามาตรเคลื่อนที่โดยที่ยังไม่มีใครเปิดน้ำใช้ ก็เรียกช่างมาตรวจซ่อมได้เลย)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;86.&lt;/span&gt; ควรล้างพืชผักและผลไม้ในอ่างหรือภาชนะที่มีการกักเก็บน้ำไว้เพียงพอ เพราะการล้างด้วยน้ำที่ไหลจากก๊อกน้ำโดยตรง จะใช้น้ำมากกว่า การล้างด้วยน้ำที่บรรจุไว้ในภาชนะถึงร้อยละ 50&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;87.&lt;/span&gt; ตรวจสอบชักโครกว่ามีจุดรั่วซึมหรือไม่ ให้ลองหยดสีผสมอาหารลงในถังพักน้ำ แล้วสังเกตดูที่คอห่าน หากมีน้ำสีลงมาโดยที่ไม่ได้กดชักโครก ให้รีบจัดการซ่อมได้เลย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;88.&lt;/span&gt; ไม่ใช้ชักโครกเป็นที่ทิ้งเศษอาหาร กระดาษ สารเคมีทุกชนิดเพราะจะทำให้สูญเสียน้ำจากการชักโครก เพื่อไล่สิ่งของลงท่อ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;89.&lt;/span&gt; ใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ เช่น ชักโครกประหยัดน้ำ ฝักบัวประหยัดน้ำ ก๊อกประหยัดน้ำ หัวฉีดประหยัดน้ำ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;90.&lt;/span&gt; ติด Areator หรือ อุปกรณ์เติมอากาศที่หัวก๊อก เพื่อช่วยเพิ่มอากาศให้แก่น้ำที่ไหลออกจากหัวก๊อก ลดปริมาณการไหลของน้ำ ช่วยประหยัดน้ำ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;91.&lt;/span&gt; ไม่ควรรดน้ำต้นไม้ตอนแดดจัด เพราะน้ำจะระเหยหมดไปเปล่าๆ ให้รดตอนเช้าที่อากาศยังเย็นอยู่ การระเหยจะต่ำกว่าช่วยให้ประหยัดน้ำ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;92.&lt;/span&gt; อย่าทิ้งน้ำดื่มที่เหลือในแก้วโดยไม่เกิดประโยชน์อันใด ใช้รดน้ำต้นไม้ ใช้ชำระพื้นผิว ใช้ชำระความสะอาดสิ่งต่างๆ ได้อีกมาก&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;93.&lt;/span&gt; ควรใช้เหยือกน้ำกับแก้วเปล่าในการบริการน้ำดื่ม และให้ผู้ที่ต้องการดื่มรินน้ำดื่มเอง และควรดื่มให้หมดทุกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;94.&lt;/span&gt; ล้างจานในภาชนะที่ขังน้ำไว้ จะประหยัดน้ำได้มากกว่าการล้างจานด้วยวิธีที่ปล่อยให้น้ำไหลจากก๊อกน้ำตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;95.&lt;/span&gt; ติดตั้งระบบน้ำให้สามารถใช้ประโยชน์จากการเก็บและจ่ายน้ำตามแรงโน้มถ่วงของโลก เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานไปสูบและจ่ายน้ำภายในอาคาร &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;วิธีประหยัดพลังงานอื่นๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;96.&lt;/span&gt; อย่าใช้กระดาษหน้าเดียวทิ้ง ให้ใช้กระดาษอย่างคุ้มค่าใช้ทั้งสองหน้า ให้นึกเสมอว่า กระดาษแต่ละแผ่นย่อมหมายถึงต้นไม้หนึ่งต้นที่ต้องเสียไป&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;97.&lt;/span&gt; ในสำนักงานให้ใช้การส่งเอกสารต่อๆ กัน แทนการสำเนาเอกสารหลายๆ ชุด เพื่อประหยัดกระดาษ ประหยัดพลังงาน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;98.&lt;/span&gt; ลดการสูญเสียกระดาษเพิ่มมากขึ้น ด้วยการหลีกเลี่ยงการใช้กระดาษปะหน้าโทรสาร ชนิดเต็มแผ่น และหันมาใช้กระดาษขนาดเล็ก ที่สามารถตัดพับบนโทรสารได้ง่าย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;99.&lt;/span&gt; ใช้การส่งผ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆ ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยโมเด็ม หรือแผ่นดิสก์ แทนการส่งข่าวสารข้อมูลโดยเอกสาร ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ลดการใช้พลังงานได้มาก&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;100.&lt;/span&gt; หลีกเลี่ยงการใช้จานกระดาษ แก้วน้ำกระดาษ เวลาจัดงานสังสรรค์ต่างๆ เพราะสิ้นเปลืองพลังงานในการผลิต&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;101.&lt;/span&gt; รู้จักแยกแยะประเภทขยะ เพื่อช่วยลดขั้นตอน และลดพลังงานในการทำลายขยะ และทำให้ขยะทั้งหลายง่ายต่อการกำจัด&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;102.&lt;/span&gt; หนังสือพิมพ์อ่านเสร็จแล้วอย่าทิ้ง ให้เก็บไว้ขาย หรือพับถุง เก็บไว้ทำอะไรอย่างอื่น ใช้ซ้ำทุกครั้งถ้าทำได้ ช่วยลดการใช้พลังงานในการผลิต&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;103.&lt;/span&gt; ขึ้นลงชั้นเดียวหรือสองชั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ลิฟท์ จำไว้เสมอว่าการกดลิฟท์แต่ละครั้ง สูญเสียพลังงานถึง 7 บาท&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;104.&lt;/span&gt; งด เลิก บริโภคผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้งเลย เพราะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานในการผลิต ใช้ทรัพยากรธรรมชาติสิ้นเปลือง เพิ่มปริมาณขยะ เปลืองพลังงานในการกำจัดขยะ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;105.&lt;/span&gt; ลดการใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีบรรจุภัณฑ์ที่ยากต่อการทำลาย เช่น โฟม หรือพลาสติก ควรเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reuse) หรือนำไปผ่านกระบวนการผลิตมาใช้ใหม่ได้ (Recycle)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;106.&lt;/span&gt; สนับสนุนสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ เป็นวัสดุที่สามารถนำมาผ่านกระบวนการนำมาใช้ใหม่ (Recycle) เช่น แก้ว กระดาษ โลหะ พลาสติกบางประเภท โดยจัดให้มีการแยกขยะในครัวเรือนและในสำนักงาน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;107.&lt;/span&gt; ให้ความร่วมมือ สนับสนุน หรือเข้าร่วมกิจกรรมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่รณรงค์ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์พลังงาน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;108.&lt;/span&gt; กระตุ้นเตือนให้ผู้อื่นช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยการติดสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายให้ช่วยประหยัดไฟ ตรงบริเวณใกล้สวิทช์ไฟ เพื่อเตือนให้ปิดเมื่อเลิกใช้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;คนไทยสามารถกอบกู้เศรษฐกิจของชาติได้ด้วยการสร้างพฤติกรรมประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นอีกต่อไปมาร่วมมือกัน ช่วยกันทั้งประเทศลงมือทำอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้และวันต่อๆ ไปเพื่อประเทศไทยของเราทุกคน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;บทสรุป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;วันนี้คนไทยทุกๆ คน สามารถช่วยชาติได้ด้วยการประหยัดพลังงาน ซึ่งนอกจาก&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;108&lt;/span&gt; วิธีประหยัดพลังงานนี้แล้ว ยังมีวิธีอื่นๆอีกมากมายหลายวิธี ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ประเทศต้องเสียไปอย่างมากมายมหาศาลในแต่ละปี อย่างไรก็ดี &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;108&lt;/span&gt;วิธีประหยัดพลังงานนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยรู้จักคุณค่าของพลังงาน รู้จักวิธีใช้พลังงานอย่างระมัดระวัง ไม่ให้รั่วไหลสูญเปล่าอีกต่อไป ด้วยวิธีปฏิบัติอย่างง่ายทำได้ทันที และที่ดีที่สุดก็คือการปฏิเสธให้เคยชินเป็นนิสัย เป็นกิจวัตรสืบไป เพื่อชาติของเรา จะไม่ต้องพบกับคำว่าวิกฤติเศรษฐกิจหรือวิกฤติพลังงานอีกต่อไป &lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#ff0000;"&gt;&lt;strong&gt;พลังงานมีน้อย ใช้สอยอย่างประหยัด&lt;br /&gt;รอบคอบกันสักนิด ทุกคนคิดก่อนใช้&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2355025886610621807-1049357674512488350?l=dai-o.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dai-o.blogspot.com/feeds/1049357674512488350/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2355025886610621807&amp;postID=1049357674512488350' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2355025886610621807/posts/default/1049357674512488350'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2355025886610621807/posts/default/1049357674512488350'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dai-o.blogspot.com/2008/08/blog-post.html' title='108 วิธีประหยัดพลังงาน'/><author><name>TAE : 0851514949</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11967835632912556241</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SJPXP4d25bI/AAAAAAAAAB4/RaJIO_uunHY/s72-c/devide_by_2_small.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2355025886610621807.post-6648150767158709088</id><published>2008-07-23T06:32:00.000-07:00</published><updated>2008-07-23T06:45:01.924-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความ'/><title type='text'>ภาวะโลกร้อนคืออะไร อะไรคือสาเหตุของการภาวะโลก</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SIczdhQdqRI/AAAAAAAAABw/RkgRaSPcVD8/s1600-h/greenhouse_effect.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5226202474823395602" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" height="218" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SIczdhQdqRI/AAAAAAAAABw/RkgRaSPcVD8/s200/greenhouse_effect.gif" width="184" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;color:#33cc00;"&gt;&lt;strong&gt;ภาวะโลกร้อนคืออะไร อะไรคือสาเหตุของการภาวะโลกร้อน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ภาวะโลกร้อน หมายถึง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น เราจึงเรียกว่า ภาวะโลกร้อน (Global Warming) กิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน คือ กิจกรรมที่ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง และ การเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยทางอ้อม คือ การตัดไม้ทำลายป่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก หมายถึง การที่ชั้นบรรยากาศของโลกกระทำตัวเสมือนกระจกที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุลงมายังผิวพื้นโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวที่โลกคายออกไปไม่ให้หลุดออกนอกบรรยากาศ ทำให้โลกไม่เย็นจัดในเวลากลางคืน บรรยากาศเปรียบเสมือนผ้าห่มผืนใหญ่ที่คลุมโลกไว้ ก๊าซที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุลงมาได้แต่ไม่ยอมให้รังสีคลื่นยาวที่โลกคายออกไปหลุดออกนอกบรรยากาศ เรียกว่า ก๊าซเรือนกระจก &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;color:#33cc00;"&gt;ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญๆ มีอะไรบ้าง แต่ละชนิดมีที่มาอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทนและก๊าซไนตรัสออกไซด์&lt;br /&gt;1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดจาก การเผาไหม้เชื้อเพลิง โรงงานอุตสาหกรรม และการตัดไม้ทำลายป่า&lt;br /&gt;2. ก๊าซมีเทน เกิดจาก การย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ที่มีน้ำขัง เช่น นาข้าว&lt;br /&gt;3. ก๊าซไนตรัสออกไซด์ เกิดจาก อุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิต และการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในการเกษตรกรรม&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.tmd.go.th/info/images/sea_level.jpg" target="_blank"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;color:#33cc00;"&gt;&lt;strong&gt;รู้ได้อย่างไรว่าโลกร้อนขึ้น และในอนาคตอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงขึ้นกี่องศาเซลเซียส&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;จากการเฝ้าติดตามความผันแปรของอุณหภูมิโลก พบว่า ในระยะ 10 ปี สุดท้าย พ.ศ. 2539 – 2548 เป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกร้อนที่สุด หากไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะยับยั้งการปล่อยออกก๊าซเรือนกระจกแล้ว คาดว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น 1.5-4.5 องศาเซลเซียส ภายในปี ค.ศ. 2100 &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;color:#33cc00;"&gt;ภาวะโลกร้อนส่งผลต่อประเทศไทยอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;จากความผันแปรของภูมิอากาศมีผลต่อลักษณะอากาศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยก็มีสัญญาณที่บ่งบอกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น นั่นคือ ความรุนแรงของภัยธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้พบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2549 ซึ่งอยู่ในช่วงต้นฤดูหนาวสูงกว่าปกติ 1.7 องศาเซลเซียส สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในรอบ 56 ปี ของประเทศ และในเดือนธันวาคม 2549 อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าปกติประมาณ 1 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิเฉลี่ย 24 องศาเซลเซียส) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2355025886610621807-6648150767158709088?l=dai-o.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dai-o.blogspot.com/feeds/6648150767158709088/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2355025886610621807&amp;postID=6648150767158709088' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2355025886610621807/posts/default/6648150767158709088'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2355025886610621807/posts/default/6648150767158709088'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dai-o.blogspot.com/2008/07/blog-post_23.html' title='ภาวะโลกร้อนคืออะไร อะไรคือสาเหตุของการภาวะโลก'/><author><name>TAE : 0851514949</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11967835632912556241</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SIczdhQdqRI/AAAAAAAAABw/RkgRaSPcVD8/s72-c/greenhouse_effect.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2355025886610621807.post-2702251741345155399</id><published>2008-07-21T08:49:00.000-07:00</published><updated>2008-07-21T09:08:28.756-07:00</updated><title type='text'>ตารางการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมัน</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SIS0NYL2CTI/AAAAAAAAAA4/um6-ytKbH2g/s1600-h/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5225499609580046642" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SIS0NYL2CTI/AAAAAAAAAA4/um6-ytKbH2g/s400/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2355025886610621807-2702251741345155399?l=dai-o.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.dai-o.com' title='ตารางการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมัน'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dai-o.blogspot.com/feeds/2702251741345155399/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2355025886610621807&amp;postID=2702251741345155399' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2355025886610621807/posts/default/2702251741345155399'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2355025886610621807/posts/default/2702251741345155399'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dai-o.blogspot.com/2008/07/blog-post_21.html' title='ตารางการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมัน'/><author><name>TAE : 0851514949</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11967835632912556241</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SIS0NYL2CTI/AAAAAAAAAA4/um6-ytKbH2g/s72-c/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2355025886610621807.post-2533533197733262394</id><published>2008-07-21T08:17:00.000-07:00</published><updated>2008-07-21T08:44:11.376-07:00</updated><title type='text'>จุดแข็งของ DAI-O</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SISoz2iz2PI/AAAAAAAAAAs/z3SnTqgaX6U/s1600-h/Dai-o3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5225487076424931570" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SISoz2iz2PI/AAAAAAAAAAs/z3SnTqgaX6U/s400/Dai-o3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.DAI-O.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2355025886610621807-2533533197733262394?l=dai-o.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dai-o.blogspot.com/feeds/2533533197733262394/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2355025886610621807&amp;postID=2533533197733262394' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2355025886610621807/posts/default/2533533197733262394'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2355025886610621807/posts/default/2533533197733262394'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dai-o.blogspot.com/2008/07/blog-post.html' title='จุดแข็งของ DAI-O'/><author><name>TAE : 0851514949</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11967835632912556241</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KDoGLQ4McnE/SISoz2iz2PI/AAAAAAAAAAs/z3SnTqgaX6U/s72-c/Dai-o3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
